นักข่าวบันเทิงกับศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ
มีน้องคนหนึ่งมาถามผมว่า พี่คิดยังไงเรื่องนักข่าวบันเทิงออกมาโวยเรื่องงานแต่งภราดรกับนาตาลี ที่เจ้าภาพไม่ให้เข้าไปทำข่าวภายในงาน ผมได้แต่ตอบไปว่า ไม่คิดยังไงหรอก ถ้าเจ้าภาพไม่ให้เข้าก็ไม่เข้า ก็เท่านั้น ไม่เห็นต้องโวยวายอะไร แต่ถ้าอยากได้ข่าวอยากได้ภาพจริงๆ ก็หาวิธีอื่นเอาสิ ไม่เห็นต้องมาโวยวายเลยว่า ไม่ให้เกียรตินักข่าว เห็นนักข่าวเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์อย่างเดียว ยิ่งคำสัมภาษณ์ของท่านนายกสมาคมนักข่าวบันเทิงฟังแล้วยิ่งตลกใหญ่ เธอว่าถ้าใครไม่อยากให้ไปทำข่าวก็ให้บอกมา ฟังดูทะแม่งๆ เพราะถ้าเจ้าภาพอยากจัดงานแบบส่วนตัว ไม่อยากให้มีนักข่าวมาวุ่นวายแล้วเขาจะต้องไปบอกสื่อหามีดพร้าทำไม
ประเด็นคือ ทุกวันนี้นักข่าวบันเทิงเคยสำรวจตัวเองหรือไม่ว่า คุณทำอาชีพอะไรกันอยู่แน่ เกียรติยศและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพยังมีอยู่หรือไม่ ไปทำข่าวดาราแต่งงานถ้าเจ้าภาพเขาดูแลไม่ดี ไม่จัดห้องหับเป็นที่เป็นทางให้นั่งรอ ก็ไม่ต้องไปโทษเจ้าภาพ หรือถ้าจะพูดจะบ่นในเรื่องนี้ก็บ่นกันเอง ไม่ต้องบ่นให้เป็นข่าวเป็นเรื่องเป็นราว เพราะมองในแง่คนทำงานสื่อแล้วคุณก็ไม่จัดอยู่ในฐานะแขกร่วมงาน เพราะคุณไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่เพื่อน กับเจ้าบ่าวเจ้าสาว คุณเป็นแค่สื่อ เจ้าภาพเชิญคุณก็เชิญในฐานะสื่อ ไม่ใช่ญาติเพื่อนฝูง เขาจะต้อนรับขับสู้คุณแค่ไหนก็แค่นั้น ต้องเข้าใจในฐานะตัวเองก่อน
แต่เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าสื่อบันเทิงควรจะสำรวจตัวเองบ้างว่า ภาพลักษณ์ที่คนในวงการบันเทิงเขามองคุณนั้นเป็นอย่างไร แน่นอนล่ะว่าการที่ดารา นักร้อง ผู้จัดละคร พิธีกร หรือคนที่ทำงานในวงการบันเทิงเขา (ดูเหมือน) จะพินอบพิเทาเอาอกเอาใจคุณ ก็เพียงอยากให้คุณไปทำข่าวประชาสัมพันธ์ให้เขา เขารู้ว่าถ้าเอาใจสื่อดีๆ เลี้ยงดูต้อนรับขับสู้ดีๆ สื่อก็จะได้เขียนถึงดีๆ ถ้ามองกันอย่างเป็นกลางแบบนี้เรียกว่าซื้อสื่อทางอ้อมได้หรือไม่ นักข่าวอาจจะบอกว่า ฉันมีจุดยืนของฉันเอง ฉันรายงานข่าวด้วยความเป็นกลาง ไปงานแถลงข่าวที่ไหนถึงเจ้าภาพเขาจะดูแลดีอย่างไร ฉันก็จะเขียนข่าวด้วยความเป็นกลางที่สุด ถ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดี แต่จะมีสักกี่คนที่เป็นเช่นนี้ เพราะโดยพื้นฐานนิสัยคนไทยนั้นเป็นคนที่เกรงใจ ถ้าเจ้าภาพดูแลดีก็อดไม่ได้ที่จะต้องเขียนข่าวถึงเขาในแง่ดีบ้างสักเล็กน้อยเป็นการตอบแทน
ปัญหาคือ นักข่าวบันเทิงนั้นได้รับการปฏิบัติเช่นนี้มาตลอดเวลา จัดงานแถลงข่าวในโรงแรมหรือที่จัดเลี้ยง มีของว่างเลี้ยงเล็กๆ น้อยๆ บางงานอาจจะมีของพรีเมียมมาแจก แหม! ทำงานก็สบายอยู่ในที่เย็นๆ มีของกิน ได้ของใช้นิดๆ หน่อยๆ แถมมี press kit แจกมาให้มีพร้อมทุกอย่างทั้งข่าวทั้งรูปภาพ อะไรก็ง่ายไปหมด แทบไม่ต้องทำข่าวเองเลย พูดง่ายๆ ก็คือถูกสปอยล์มาตลอดเวลา พอบ่อยๆ เข้าก็เลยนึกว่าเป็นมาตรฐานของตัวเองเวลาออกไปทำข่าวงานไหนก็ตามต้องได้รับหรือพบเจอสิ่งเหล่านี้เป็นปรกติ ถ้างานไหนไม่ได้ตามมาตรฐานข้างต้นนี้ ก็อาจจะสร้างความไม่พอใจให้แก่นักข่าวได้
กรณีงานแต่งภราดร-นาตาลี พอเจ้าภาพเขาดูแลต่ำกว่ามาตรฐานของตัวเองก็ไม่พอใจ แถมดูเหมือนจะไม่ค่อยแคร์นักข่าวเสียด้วยซ้ำ ยิ่งทำให้นักข่าวรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยด้อยค่า ไม่ให้เกียรติเหมือนโดนดูถูก ไปนั่งที่ล็อบบี้โรงแรมก็โดนไล่ แต่นักข่าวบันเทิงไม่เคยตั้งคำถามตรวจสอบตัวเองว่า แล้วมันเป็นเพราะสาเหตุใดพวกเขาจึงได้รับการปฏิบัติเยี่ยงนี้ บางทีนักข่าวก็ควรจะเจียมเนื้อเจียมตัวบ้าง ไม่ใช่คิดว่าดำรงอาชีพสื่อสารมวลชนแล้วจะต้องมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นไปทุกเรื่อง
จะว่าไปแล้วเรื่องการเข้าไปทำข่าวงานแต่งภราดร-นาตาลีไม่ได้ ไม่ควรจะเป็นปัญหาที่จะต้องมาโวยวายเอาเป็นเอาตาย เพราะทางแก้ปัญหาในเรื่องนี้มันไม่ได้ยากเย็นเพียงแต่เข้าใจว่า กระบวนการสรรหาข่าวหรือวิธีให้ได้มาซึ่งข่าวของนักข่าวบันเทิงนั้นได้ถูกลดทอนหรือเหือดหายไปตามกาลเวลา อันเหตุเพราะการถูกสปอยล์จากผู้จัดงานทั้งหลายดังที่กล่าวมาข้างต้น เพราะนักข่าวไม่ได้คิดเตรียมที่จะมาหาข่าวตั้งแต่ออกจากบ้าน แต่ตั้งใจมารับการป้อน “ข่าวสำเร็จรูป” จากผู้ให้ข่าวแต่อย่างเดียว เมื่อมาเจอเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะเจอเหมือนเช่นเคยได้รับ ก็ใบ้เบื้อทำงานไม่เป็น พาลไปโกรธนอกเรื่องนอกราวกับเจ้าภาพเสียอย่างนั้น ทั้งๆ ที่คิดให้ดีๆ แล้วไม่มีสิทธิไปว่าเขาเลย
ทำไมนักข่าวสายอื่นๆ สายการเมือง สายอาชญากรรม เขายังทำข่าวส่งต้นสังกัดกันได้ทุกวัน โดยไม่เห็นต้องออกมาโวยวายผ่านสื่อ (ด้วยกัน) ว่า นักการเมือง หรือตำรวจสน.นั้น สน.นี้ต้อนรับไม่ดี นักข่าวสายเหล่านี้ถูกกีดกันจากแหล่งข่าวไม่ให้เขาไปข่าวมากกว่าสายบันเทิงด้วยซ้ำ แต่ทำไมเขายังหาข่าวมาจนได้ บางทีถ้าให้นักข่าวอาชญากรรมไปทำข่าวงานแต่งภราดร-นาตาลี เผลอๆ อาจจะได้ข่าวมาตั้งแต่ก่อน 3 ทุ่ม ไม่ต้องมัวมานั่งรอให้เจ้าภาพไรท์ซีดีรูปแจกตอนดึกๆ ดื่นๆ เหมือนที่นักข่าวบันเทิงมาโวยๆ กัน
มันไม่ยากหรอกครับ ถ้าจะเข้าไปงานแต่งใครสักคน งานระดับนี้แขกเป็นร้อยเป็นพัน เจ้าภาพจำได้ไม่หมดอยู่แล้ว เป็นนักข่าวมันต้องรู้จักวิธีซิกแซกเพื่อเข้าไปหาข่าวให้ได้สิ มันถึงจะเจ๋งจริง ไม่ใช่นั่งงอมืองอเท้า เอาทั้งปากจริงและปากกาทำงานด้วยการด่าเขาอย่างเดียว ความเป็นมืออาชีพของนักข่าวเขาวัดกันที่ต้องหาข่าวมาลงให้ได้ในขณะที่คนอื่นๆ ทำไม่ได้ ยิ่งได้มาคนเดียวยิ่งเจ๋ง นี่แหละถึงจะเรียกว่านักข่าวมืออาชีพตัวจริง
ส่วนนักข่าวบันเทิงยุคนี้ ลองสำรวจตัวเองหน่อยก็ดีว่า คุณยังเป็นนักข่าวที่แท้จริงอยู่ไหม เคยใช้วิธีทำข่าวอะไรแบบนี้บ้างไหม ถ้าทำไม่ได้ก็อยู่แบบเดิมไปนั่นแหละ แต่ขอร้องอย่าโวยวายถ้ามีเรื่องทำนองเช่นนี้เกิดขึ้นอีก เพราะศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพมันแทบจะไม่เหลือแล้ว
อายแทนน่ะ

ใส่ความเห็น