๑๐. ชีวิตการทำข่าวที่อินโดฯ

ภารกิจประจำวันในช่วงที่ไปทำข่าวที่ประเทศอินโดนีเซียก็คือ การโทรศัพท์เข้าไปรายงานข่าวบรรยากาศการประชุมเอเปกโดยทั่วๆ ไปในช่วงเช้า รวมถึงการแจ้งกำหนดการประชุม และหัวข้อที่น่าจะมีการหยิบยกขึ้นมาพูดในที่ประชุมในแต่ละวัน โดยการประชุมจะแบ่งเป็น ๓ ระดับคือ ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ระดับรัฐมนตรี และระดับผู้นำสูงสุด

การประชุมเอเปกนั้น ธีมหลักของการหารือจะมุ่งเน้นไปในเรื่องความร่วมมือทางการค้า ส่งเสริมการค้าและลดอุปสรรคทางการค้า โดยในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (ผู้อำนวยการกอง, อธิบดีกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงปลัดกระทรวง) ซึ่งเป็นระดับปฏิบัติการจะประชุมกันก่อน เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันแล้วจึงชงเรื่องต่อไปยังที่ประชุมระดับรัฐมนตรีเพื่อพิจารณากันต่อไป

ชีวิตของผมในช่วงนั้นก็จะวนเวียนอยู่แค่โรงแรมซึ่งเป็นที่พัก กับศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ (ประมาณศูนย์แห่งชาติสิริกิติ์) ที่ใช้เป็นที่จัดการประชุมในครั้งนี้ โดยทุกๆ ชั่วโมงของวันจะต้องมีการรายงานข่าวกับไปทางกรุงเทพฯ เสมอ

หลังจากการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเริ่มต้น ผมก็เริ่มเห็นนักข่าวเมืองไทยจากค่ายต่างๆ เดินทางมาร่วมทำข่าวกันมากขึ้น มีมาหมดทั้งจากวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ นักข่าวไทยที่ไปรายงานข่าวประชุมเอเปกในครั้งนั้นน่าจะมีร่วมๆ ๓๐ ชีวิต เป็นยุคนั้นเป็นยุคที่ธุรกิจสื่อเริ่มบูมอย่างเต็มตัว เรียกว่าเป็นกองทัพนักข่าวไทยบุกอินโดนีเซียก็ว่าได้ เพราะมีจำนวนมากกว่าประเทศอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

ในกลุ่มนักข่าวไทยนั้นส่วนใหญ่จะค่อนข้างรู้จักกันดี เพราะทำงานหาข่าวในแวดวงเดียวกันมาก่อน ส่วนผมเองค่อนข้างจะเป็นน้องใหม่ของวงการในตอนนั้น เรียกว่ายังแทบจะไม่รู้เพื่อนนักข่าวคนไหนเลย โชคดีอีกครั้งที่มีพี่ปุ๊มาเป็นเพื่อน ซึ่งพี่ปุ๊แกก็พอจะรู้จักกับเพื่อนนักข่าวสำนักอื่นๆ บ้าง เลยพากันเข้ากลุ่มไปไหนมาไหนด้วยกันได้หลังเลิกงาน

ในขณะที่ผมเริ่มต้นสานสัมพันธ์ใหม่ๆ กับเพื่อนนักข่าวไทยด้วยกัน ระหว่างนั้นก็ได้มีโอกาสรู้จักเพื่อนนักข่าวต่างประเทศไม่น้อย ค่าที่ว่านี่เป็นการประชุมระดับนานาชาติ ดังนั้นก็เลยต้องมีนักข่าวจากนานาชาติตามมาทำข่าวด้วยเช่นกัน มีทั้งแขก ฝรั่ง ญี่ปุ่น และจีน หนึ่งในนั้นมีนักข่าวสาวจากไต้หวันชื่อ โจเซฟฟิน เป็นเพื่อนนักข่าวต่างชาติที่ผมค่อนข้างคุยดัวยบ่อย

ช่วงนั้นจะได้ฝึกปรือภาษาอังกฤษค่อนข้างมาก ความที่ว่าอยากจะคุยกับหมวยจีนก็ต้องสื่อสารด้วยภาษากลางอย่างภาษาอังกฤษอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง จำไม่ได้ว่าโจเซฟฟินมาขอความช่วยเหลือผมอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องข่าว แต่ที่แน่ๆ เธอเป็นคนเปิดฉากคุยกับผมก่อน (โอ้ย! สมัยนั้นผมยังจีบสาวไม่ค่อยเป็นหรอก) การทำงานในพื้นที่จำกัดและพบเจอกับคนหน้าเดิมๆ เป็นประจำทุกวัน ทำให้คนเราสนิทกันได้เร็วขึ้น อันนี้ผมหมายรวมถึงความสัมพันธ์กับเพื่อนนักข่าวไทยด้วยกันก็พัฒนารุดหน้าไปมาก จากคนแปลกหน้าผมก็เริ่มกลายเป็นนักข่าวที่มีตัวตนในวงการขึ้นมาแล้ว

แต่หนึ่งในเพื่อนนักข่าวต่างชาติที่ผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่ปุ๊คงจะไม่ลืมไปชั่วชีวิต คงจะหนีไม่พ้นนักข่าวหนุ่มเจ้าบ้านจากอินโดนีเซีย ที่เป็นทั้งเจ้าบ้านที่แสนดีและน่ารำคาญในบางเวลา เพราะเจ้าหมอนี่ดันมาขายขนมจีบกับพี่ปุ๊ได้ทุกครั้งที่มีโอกาส ในขณะที่ผมต้องถูกขอร้องให้กลายเป็นไม้กันหมาไปอย่างช่วยไม่ได้ จะว่าไปแล้วนิสัยของเพื่อนชาวอิเหนารายนี้ก็ไม่ได้แย่เสียทีเดียว เพียงแต่บุคลิกภายนอกดูน่ากลัวไปหน่อยสำหรัยคนไทย เนื่องจากชายชาวอินโดฯ ส่วนใหญ่จะชอบไว้หนวดเฟิ้ม แถมผิวตัวสีคล้ำ เห็นแว่บแรกแล้วพาลให้ชวนคิดถึงผู้ร้ายในหนังไทยสมัยโบราณได้ไม่ยาก บุคลิกแบบนี้ถามผู้หญิงไทย ๑๐ คนว่าใช่สเปคหรือเปล่า ผมว่า ๙ คนครึ่งต้องบอกว่าไม่เอา นั่นทำให้ผมเลยมีโอกาสได้ใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น เพราะบ่อยครั้งต้องรับหน้าเพื่อนอินโดฯ รายนี้แทนพี่ปุ๊

วันหนึ่งเจ้าเพื่อนอินโดฯ รายนี้ก็เดินเข้ามาหาผมระหว่างนั่งคุยอยู่กับกลุ่มเพื่อนนักข่าวไทย แล้วเกิดตั้งคำถามด้วยความสงสัยขึ้นมาว่า ที่ผมนั่งคุยอยู่นี่เป็นเพื่อนคนไทยหมดเลยหรือ? ผมตอบกลับไปว่า ใช่ เจ้าเพื่อนอินโดฯ ถึงกลับประหลาดใจจนเห็นได้ชัดแล้วพูดออกมาว่า “Thailand has many faces” เขาไม่ได้ว่าคนไทยไม่จริงใจ มีหลายหน้าแต่ประการใด แต่เขากำลังแปลกใจว่า ทำไมประเทศไทยถึงมีคนไทยที่มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันมากมายถึงขนาดนี้

มันก็จริงของเขา อย่างตัวผมเองเวลาแนะนำตัวกับเพื่อนต่างชาติว่าเป็นคนไทย ก็เล่นเอางงกันถ้วนทั่ว เพราะหน้าตาออกไปทางจีนมากกว่า ในขณะที่เพื่อนนักข่าวไทยคนอื่นๆ ก็มีจะทั้งตี๋ หมวย มีแบบที่คล้ำๆ หนักไปกว่านั้นในชุดนั้นดันมีน้องนักข่าวอีกคนหนึ่งเป็นลูกครึ่งฝรั่ง แถมพูดไทยปร๋อ อีแบบนี้ชาวต่างชาติที่ไหนก็คงงงเหมือนกันว่า สรุปแล้วแบบไหนแน่ที่เป็นรูปลักษณ์ของคนไทย หรือคนทั้งโลกนี้ก็คือคนไทย เพราะหน้าตาคยไทยมันออกแนวสหประชาชาติเหลือเกิน

มีพี่นักข่าวคนหนึ่งเคยบอกวิธีสังเกตว่าใครเป็นนักข่าวไทย เวลาไปอยู่เมืองนอก ให้ดูที่พฤติกรรมง่ายๆ สองอย่างก็คือ๑. ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม กับ๒. ชอบนั่งตามบันไดทางเดิน ผมฟังแล้วต้องบอกว่าใช่เลยนี่แหละนักข่าวเมืองไทยเป็นแบบนี้จริงๆ ผมเองยังเป็น

อย่างไรก็ตาม ผมสนุกสนานและตื่นตาตื่นใจกับการมาทำข่าวในต่างประเทศอยู่แค่ ๓ วัน หลังจากนั้นอาการฟองฟูในจิตใจต่างๆ ก็ค่อยๆ เริ่มลดลง ในขณะที่ความรู้สึกคิดถึงบ้านเริ่มก่อตัวขึ้นทีละเล็กละน้อย

~ โดย เสียงนกเสียงกา บน เมษายน 5, 2008.

ใส่ความเห็น