•ตุลาคม 21, 2007 •
2 ความเห็น
อะไรทำให้ข่าวดาราสาวคู่กรณี (กันมาก่อน) ที่มีเรื่องราวลงไม้ลงมือ (ตามข่าว) ถึงได้มีความสำคัญจนถึงขนาดเป็นข่าวใหญ่พาดหัวตัวโตของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ และอีกหลายๆ ฉบับ เรื่องนี้หากมองกันเผินๆ ก็คือ คนทำหนังสือเห็นว่าเป็นข่าวที่ขายได้ เพราะเชื่อว่าคนอ่านส่วนใหญ่จะสนใจและชอบ ซึ่งในประเด็นนี้ก็ต้องยอมรับว่ามีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย สังเกตจากฟีดแบ็กต่างๆ ที่มีอยู่ตามเว็บไซต์หรือเว็บบอร์ดทั่วไปที่มีกระทู้แสดงความคิดเห็นต่อยอดตามมาอีกมากมาย
ถามว่า ถ้าจะเอาคุณประโยชน์ของการนำเสนอข่าวของสื่อในเรื่องนี้ โดยระบุว่าเพื่อให้เป็นอุทธาหรณ์สำหรับคนทั่วไปในแง่จริยธรรม ศีลธรรม อันดีที่คนไทยควรจะมี และไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างดาราที่เป็นข่าวนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเจ้าชู้ของดาราชาย หรือความหึงร้ายของดาราหญิง ก็นับว่าเป็นประโยชน์ได้อยู่ตามควร เพียงแต่ประเด็นเรื่องศีลธรรม จริยธรรม นั้น สื่อเอามาอ้างในการหาความชอบธรรมเพื่อต้องการขายข่าวเท่านั้น
ประเด็นก็คือ บ้านนี้เมืองนี้ไม่มีเรื่องสำคัญมากกว่าเรื่องดาราแย่งผู้ชายแล้วหรือไร ทำไมสื่อต้องให้ความสำคัญกับข่าวนี้เป็นอันดับต้นๆ และต่อเนื่องเนิ่นนานหลายวัน ทั้งๆ ที่บ้านนี้เมืองนี้มีเรื่องที่ถึงขั้นวิกฤตรออยู่อีกมากมายที่ควรจะเป็นข่าวใหญ่มากกว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ รวมไปถึงเรื่องการเมือง นี่คือสองเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับคนไทยทั้งประเทศโดยตรง มันคืออนาคตของบ้านเมืองที่อยู่ในภาวะคับขัน ประชาชนขาดองค์ความรู้แบบเท่าทันต่อเรื่องราวของกระแสโลกที่มีผลกระทบต่อบ้านเรา แต่สื่อก็ไม่เลือกที่จะเติมปัญญาให้กับประชาชน กลับมุ่งเน้นนำเสนอสิ่งที่เป็นสาระอันน้อยนิดให้เป็นเรื่องใหญ่ เพียงเพื่อผลกำไรของตัวเอง
จริงๆ แล้วการนำเสนอข่าวดาราทะเลาะกันเป็นเพราะชาวบ้านชอบเป็นประเด็นหลัก หรือเป็นเพราะสื่อตั้งใจยัดเยียดให้ดูกันแน่ โดยเฉพาะสื่อทีวีที่คนส่วนใหญ่ดูกันได้ฟรีๆ ก็กลับพร้อมใจกันนำเสนอเรื่องนี้กันใหญ่โต ผู้ผลิตสื่อเลือกได้ไหมที่จะให้อะไรกับประชาชนทั่วไป (ที่ไม่มีทางเลือกในการรับชมสื่อมากนัก) คำตอบคือได้ แต่อยู่ที่ว่าจะทำหรือเปล่าแค่นั้นเอง
บ้านเรามีแหล่งที่จะให้คนเสพความบันเทิงกันจนมากเกินพอแล้ว สื่อไม่ต้องยัดเยียดอะไรที่คิดว่า ชาวบ้านจะชอบมากไปกว่านี้อีกเลย สังคมจะเสื่อมทราม ถดถอย เพราะคนมัวแต่จะสนใจในเรื่องต่ำทราม ไม่แสวงหาความรู้เพิ่มสร้างเสริมปัญญาให้กับตัวเอง
เป็นหน้าที่ของสื่อ (ที่ดี) ควรช่วยให้ปัญญาแก่สังคม นำเสนอข่าวในแง่มุมที่เป็นประโยชน์เพื่อพัฒนาสังคมให้เจริญขึ้น บ้านเรากำลังมีเรื่องวิกฤติที่ต้องรีบแก้ไขมากกว่าจะมัวแต่ตามข่าวดาราว่าใครผิดใครถูก
บันทึกโพสใน นกใหญ่นอกไร่ส้ม
ป้ายกำกับ: ทอม, หนุ่ม, อั้ม, เข็ม, เมย์
•กันยายน 28, 2007 •
2 ความเห็น
ผมว่าข่าวบันเทิงในเมืองไทย เป็นข่าวที่มีเนื้อหาไม่ประเทืองปัญญามากที่สุดเมื่อเทียบกับข่าวทุกประเภท แต่ก็นั่นแหละบางคนอาจจะบอกว่า ก็ชื่อมันก็บอกแล้วว่าเป็นข่าวบันเทิง เพราะฉะนั้นคนอ่านจะหวังอะไรจากข่าวประเภทนี้กันมากมายนักเล่า
ใครไม่หวังแต่ผมล่ะคนหนึ่งที่หวัง เอ้า! เดี๋ยวค่อยมาว่ากันว่าผมหวังอะไรจากข่าวบันเทิงไทยทั้งๆ ที่ (ดูเหมือนว่า) จะหวังไม่ค่อยได้
เคยสังเกตกันบ้างมั้ยครับว่า ข่าวบันเทิงบ้านเราทำไมมันมีแต่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ใครชอบใคร ใครเป็นแฟนกับใคร ใครกิ๊กคนนั้น ใครเลิกคนนี้ ใครเป็นมือที่สาม ใครปิ๊งกันในกองถ่าย ใครแฉใคร (กรณีเลิกกัน) ผมว่า เฮ้ย! มันปัญญาอ่อนมากๆ ปัญญาอ่อนไปตั้งแต่นักข่าวที่ทำข่าว บ.ก.ที่ให้ประเด็น ไปยันเจ้าของสื่อนั้นๆ
อ่านต่อ ‘ดารากับนักข่าวบันเทิงไทย’
บันทึกโพสใน นกใหญ่นอกไร่ส้ม
ป้ายกำกับ: ข่าวบันเทิง
•กันยายน 21, 2007 •
9 ความเห็น
ในบรรดารายการเล่าข่าวช่วงเช้าที่ผมติดตามดูเป็นประจำ รายการสุดโปรด ณ ตอนนี้ เห็นจะหนีไม่พ้นรายการ “จมูดมด” ที่ดูมีเอกลักษณ์และรูปแบบของรายการเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ในขณะที่รายการประเภทเดียวกันทางช่องอื่นออกจะมีโทนที่ไม่ต่างกันมากนัก ผิดแค่มีพิธีกรต่างกันแค่นั้นเอง

จมูกมด จะไม่ใช้วิธีเล่าข่าวแบบกางหนังสือพิมพ์มาอ่านแล้วผู้ดำเนินรายการก็ร่ายยาวไปคนเดียวเหมือนมีคนมาอ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง ซึ่งผมคิดว่าสไตล์การทำรายการแบบนี้ค่อนข้างจะเก่าแล้ว รวมถึงน่าเบื่อเกินไป แต่จมูกมด จะให้ผู้ดำเนินรายการทั้งสามคน มาผลัดกันเล่าข่าวในแบบสรุปเนื้อหาของข่าวทั้งหมดแล้วมาให้ฟัง แล้วผู้ดำเนินรายการอาจจะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือเสริมข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมเข้าไปเป็นมุมมองของคนที่อยู่ในวงการสื่อสามคนมานั่งคุยกัน เหมือนเรากำลังนั่งฟังนักข่าวคุยกันนั่นเอง
ผู้ดำเนินรายการทั้งสามคน ก็ดูจะเหมาะเจาะกันดี ไม่ว่าจะเป็นคุณหว่อง พิสิทธิ์, คุณกนก และคุณสายสวรรค์ ประสบการณ์ในวงการสื่อของแต่ละคนเมื่อแชร์ความคิดกันในข่าวต่างๆ แล้ว ทำให้ข่าวนั้นๆ มีความน่าสนใจที่จะติดตามมากขึ้น ในขณะที่รายการอื่นๆ อาจจะใช้วิธีกางหนังสือพิมพ์อ่านไปธรรมดาๆ ซึ่งรายการแบบนี้น่าจะเลิกจัดได้แล้ว (เปลืองไฟสถานี)
เสน่ห์ของจมูกมดอีกอย่างก็คือ มีการสัญจรไปจัดรายการนอกสถานที่อยู่เรื่อยๆ ซึ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกไม่จำเจกับฉากเดิมๆ ในห้องส่งที่เห็นอยู่ทุกวัน ได้บรรยากาศใหม่ๆ ที่แปลกแตกต่างออกไป ถือเป็นเพื่อนยามเช้าที่ดีของผู้ชม โดยจะมีช่วงที่สองของรายการที่เน้นเนื้อหาเบาๆ สลับกับการสัมภาษณ์ของที่มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ (ส่วนใหญ่จะวงการบันเทิง) ซึ่งก็ได้พิธีกรอีกชุดมาดำเนินรายการคือ ซูโม่กิ๊ก, คุณเปิ้ล หัทยา, หนูแหวน ปวริศา, น้องเชียร์ ฑิฆัมพร และน้องชมพู่ อารยา (สามคนหลังจะสลับกันมาจัดรายการ)
ถ้าใครเบื่อรายการข่าวเช้ารูปแบบเดิมๆ เบื่อสรยุทธ์ เบื่อตาปลื้ม ก็ลองเปิดดูจมูกมดดูครับ เผื่อจะชอบแบบผม
บันทึกโพสใน นกใหญ่นอกไร่ส้ม
ป้ายกำกับ: จมูกมด, ช่อง 7
•กันยายน 10, 2007 •
ให้ความเห็น
การที่จะได้เดินทางไปทำข่าวในต่างประเทศเป็นครั้งแรกให้ประสบการณ์ใหม่ๆ กับผมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการได้ทำหนังสือเดินทางเล่มแรก การไปขอวีซ่าเข้าประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งต้องวิ่งไปทำด้วยตัวเองที่สถานทูต ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการทำงานเป็นสื่อมวลชนก็คือ การขอวีซ่าไปต่างประเทศค่อนข้างได้รับความสะดวกกว่าคนทั่วไป (ผมเคยขอวีซ่าเข้าญี่ปุ่นได้เพียงชั่วข้ามคืนตอนเป็นนักข่าว) ยิ่งมีวัตถุประสงค์ในการไปที่ชัดเจนคือ ไปทำข่าวการประชุมเอเปกด้วยแล้ว การขอวีซ่าจึงผ่านฉลุยไร้ปัญหาใดๆ
ผมกับพี่ปุ๊ ถือเป็นสื่อมวลชนไทยคู่แรกที่เดินทางไปทำข่าวการประชุมเอเปกที่อินโดนีเซียก่อนนักข่าวค่ายอื่นๆ พี่ปอง เจ้านายผมเป็นคนให้เราตัดสินใจว่าควรจะไปกี่วัน ตามปรกติช่วงเวลาการประชุมจะอยู่ประมาณ ๗-๑๐ วัน ตอนนั้นผมคิดว่าหากได้ไปทำความคุ้นเคยกับพื้นที่ก่อนเริ่มต้นทำข่าวการประชุมก็น่าจะดี ก็เลยขอเจ้านายไป ๑๓ วัน ปรากฎว่าเจ้านายให้สิทธิ์นั้นโดยพลัน
ช่วงนั้นผมเริ่มคุ้นเคยกับแหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลมากขึ้น ทั้งแหล่งข่าวหลักๆ อย่างดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์, เลขาฯ อย่างดร.อภิสิทธิ์ นอกจากนี้ต้องข้ามไปรู้จักแหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะตัวแทนด้านเจรจาทางการค้า และแหล่งข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศในฐานะฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเอเปก ซึ่งแหล่งข่าวที่ผมรู้จักส่วนใหญ่ก็เป็นแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งทางการเมืองเสียมากกว่า เช่น รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการ, รัฐมนตรีช่วย ประมาณนั้น
แต่ในการทำงานข่าวจริงๆ แล้ว แหล่งข่าวไม่ได้มีแค่นักการเมืองที่ดูแลกระทรวงต่างๆ แต่ยังมีระดับเจ้าหน้าที่สังกัดหน่วยงานต่างๆ หรือพวกข้าราชการประจำนั่นเอง ได้แก่พวกผู้อำนวยการกอง, อธิบดี ไปจนถึงปลัดกระทรวง นอกจากนี้ยังแหล่งข่าวอื่นๆ อย่างเช่น ที่ปรึกษานักการเมือง พวกนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกนักวิชาการระดับดอกเตอร์ทั้งนั้น รวมถึงคนที่ไม่คิดว่าน่าจะเป็นแหล่งข่าว แต่สามารถให้ Hint ในการสืบข่าวต่อได้ อย่างเช่น ตำรวจติดตาม คนขับรถ เลขาหน้าห้อง เป็นต้น
อ่านต่อ ‘๘. นกน้อยเตรียมจะบิน’
บันทึกโพสใน นกน้อยในไร่ส้ม
•กันยายน 7, 2007 •
ให้ความเห็น
หลังจากรู้ตัวแล้วว่าจะได้ไปทำข่าวครั้งแรก และไปถึงต่างประเทศ ผมแทบจะตบหน้าตัวเองวันละหลายๆ รอบ เพราะว่ามันยิ่งกว่าฝันที่ผมเองแทบไม่เคยคิด เพื่อเป็นการสร้างความคุ้นเคยในการทำข่าวในสนามจริง ผมจึงถูกส่งให้ออกไปเกาะติดสถานการณ์ก่อนการเตรียมตัวเดินทางไปประชุมเอเปกของฝ่ายรัฐบาลไทย ซึ่งแน่นอนว่าสถานที่ที่ผมจะต้องเข้าไปทำข่าวก็คือ ทำเนียบรัฐบาล
ในช่วงนั้น หน้าที่หลักผมยังคงเป็นการทำงานแปลข่าวอยู่ดี เพียงแต่ถ้ามีกำหนดการอะไรที่เกี่ยวกับเอเปก ผมก็ต้องออกไปลุยได้ทันที ตอนนั้นฝ่ายต่างประเทศรับคนแปลข่าวเพิ่มมาได้อีกคน ผมเลยได้ออกไปทำข่าวข้างนอกได้บ่อยขึ้น
ในช่วงแรกที่ไปทำข่าว ผมยอมรับว่ายังเงอะงะอยู่มาก ทำอะไรไม่ถูกไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี เอาเข้าจริงๆ แล้วอาชีพนักข่าวมันไม่มีใครสอนได้ ต่อให้เรียนนิเทศฯ มาก็เถอะ เพราะทฤษฎีในตำรากับการทำงานในชีวิตจริงมันต่างกันสิ้นเชิง การจะเป็นนักข่าวที่ดีได้มันต้องฝึกฝนทักษะจากการทำงานในสนามจริงเท่านั้น
และในความเป็นจริงนักข่าวส่วนใหญ่กลับจบมาจากสาขาอื่นซะมากกว่าจะเป็นนิเทศฯ หรือวารสารฯ อย่างผมเองก็ไม่ใช่ และเพื่อนๆ อีกหลายคนๆ ในที่ทำงานก็ไม่ใช่ อาชีพนักข่าวเป็นอาชีพที่ต้องเรียนรู้ และแสวงหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ มิฉะนั้นเมื่อเรารู้น้อย หรือไม่ฉลาดเท่าคนอื่น เราอาจจะตกเป็นเครื่องมือของคนให้ข่าวได้ หรือเรียกง่ายๆ ว่า ถูกแหล่งข่าวหลอกใช้ ซึ่งก็มักจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในวงการสื่อเสมอ
อ่านต่อ ‘๗.ขวัญใจนักข่าว’
บันทึกโพสใน นกน้อยในไร่ส้ม
•กันยายน 7, 2007 •
ให้ความเห็น
หลังจากได้งานที่สำนักข่าววิทยุในตำแหน่งเดิมคือ คนแปลข่าวต่างประเทศ แม้เนื้องานจะเหมือนเดิมคือนั่งแปลข่าวที่รับมาจากเทเล็กซ์เมืองนอก แต่ที่ต่างกันไปบ้างคือ ข่าวที่แปลสำหรับออกในวิทยุนั้น ไม่ต้องแปลยาวเหมือนแปลในหนังสือพิมพ์
หลักการเขียนข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศ ส่วนใหญ่ย่อหน้าแรกคือส่วนที่เป็นเนื้อหาหลักสำคัญ ส่วนย่อหน้าท้ายๆ นั้นส่วนใหญ่จะเป็นส่วนเสริมหรืออาจจะเรียกว่าเป็นประเด็นรองลงไป ซึ่งถ้าเนื้อที่มีมากพอเราก็อาจจะแปลทั้งหมด แต่ในกรณีที่มีเนื้อที่ในหน้าหนังสือพิมพ์จำกัด เราก็จะตัดเนื้อหาท้ายของข่าวทิ้งไปได้เลยก็ได้ เพราะมันไม่สำคัญมาก
พอมาแปลข่าววิทยุปุ๊บ ส่วนใหญ่ผมจะแปลโดยหยิบเอา ๒-๓ ย่อหน้าแรกมาแปลเท่านั้น เพราะข่าววิทยุจะสั้น ใช้เวลาน้อย ดังนั้นจึงต้องแปลเอาประเด็นโชะๆ เลยว่าข่าวนั้นๆ เขาพูดถึงอะไร หรือเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น
สไตล์การทำงานข่าววิทยุจะแตกต่างจากหนังสือพิมพ์ราย ๓ วันที่ผมเคยทำอย่างสิ้นเชิง เพราะมันมีข่าวทุกต้นชั่วโมง เราต้องตื่นตัวตลอดเวลา เรียกว่าเฝ้าเครื่องเทเล็กซ์อยู่ตลอดคอยดูว่า จะมีข่าวอะไรใหม่ๆ ที่ส่งมาบ้าง ไม่เหมือนตอนทำหนังสือพิมพ์มันมีเวลาให้เราอ้อยอิ่งได้บ้าง
ปรกติผมจะต้องแปลข่าวทิ้งไว้ทุกชั่วโมง จากนั้นก็จะมีหัวหน้าข่าวมาเลือกข่าวไปให้ผู้ประกาศอ่าน มีบ้างเหมือนกันที่ข่าวที่แปลไว้ไม่ได้เอาไปใช้ออกอากาศ เพราะข่าวในประเทศมีเรื่องที่สำคัญเข้ามาหลายเรื่องมากกว่า ข่าวต่างประเทศก็ต้องโดนตัดไป เนื่องจากข่าวต้นชั่วโมงจะใช้เวลาไม่เกิน ๕ นาที ข่าวๆ หนึ่งก็จะใช้เวลาอ่านประมาณนาทีเศษๆ ดังนั้นข่าวช่วงหนึ่งก็จะมีประมาณสัก ๓ ข่าวเต็มที่
ลำดับความสำคัญของข่าว แน่นอนว่าอันดับหนึ่งก็คือข่าวการเมือง ตามมาด้วยข่าวเศรษฐกิจ ข่าวต่างประเทศ และข่าวกีฬา
อ่านต่อ ‘๖. เกินฝัน’
บันทึกโพสใน นกน้อยในไร่ส้ม
•กันยายน 7, 2007 •
ให้ความเห็น
จะเรียกว่าโชคดีหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะหลังจากที่ผมออกจากที่ทำงานเดิมได้สัปดาห์เศษๆ ผมก็ได้งานใหม่ทำโดยไม่คาดฝันว่าจะเร็วขนาดนี้ แถมยังอยู่ในวงการสื่อสารมวลชนเหมือนเดิมอีกด้วย เพียงแต่คราวนี้เปลี่ยนจากสื่อหนังสือพิมพ์เป็นสื่อวิทยุ
เรื่องของเรื่องหลังจากที่ผมลาออกจากที่ทำงานเดิม ตอนนั้นผมยังไม่ได้บอกที่บ้านเลยว่า ตกงาน กลัวที่บ้านจะเป็นห่วง ก็เลยคิดว่าจะลองหางานใหม่ทำดูไปก่อน ไปซื้อหนังสือจำพวกสมัครงานมาหลายเล่ม เปิดดูเจอเล่มนึงประกาศหาทีมงานนักข่าวหน้าใหม่ เพราะเขากำลังฟอร์มทีมสำหรับทำสำนักข่าววิทยุแห่งใหม่ขึ้นมา ผมตื่นเต้นมากเพราะบางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสที่เราจะได้ทำงานเป็นนักข่าวสมใจเสียที
บริษัทที่จะตั้งสำนักข่าววิทยุขึ้นมาใหม่นี้ อยู่ในเครือเดียวกันกับคลื่นวิทยุชื่อดังในสมัยนั้นเลยทีเดียว เจ้าของสโลแกนวิทยุยิ้มได้ คลื่นสุดท้ายซ้ายสุด ไม่อยากบอกเลยว่ามันเป็นคลื่นฮิตที่ผมฟังมาตั้งแต่สมัยเรียน มันน่าตื่นเต้นมากขึ้นถ้าเราเกิดได้เข้าไปทำงานอยู่ในคลื่นนั้น
ช่วงสายๆ ของวันรุ่งขึ้น ผมตรงเข้าไปสมัครงานถึงยังออฟฟิศ เจอเจ้าหน้าที่เขาให้เขียนใบสมัครทิ้งไว้แล้วจะติดต่อกลับไป จะว่าไปแล้วผมเขียนจดหมายสมัครงานแล้วส่งไปทางไปรษณีย์ก็ได้ แต่ผมอยากเห็นออฟฟิศของเขาด้วย เพราะถือเป็นการสำรวจที่ทำงานใหม่ไปในตัวว่า มีสิ่งแวดล้อมเป็นยังไงบ้าง พอได้เห็นของจริงแล้วแม้จะไม่ใช่ออฟฟิศที่สวยงามหรือยิ่งใหญ่เท่าออฟฟิศแรกของผม แต่ก็เต็มไปด้วยเสน่ห์ของคนทำงานที่มีไฟ ซึ่งผมสัมผัสได้ในวินาทีแรกที่เข้าไป
อ่านต่อ ‘๕. งานใหม่’
บันทึกโพสใน นกน้อยในไร่ส้ม
•กันยายน 7, 2007 •
ให้ความเห็น
หลังจากที่รับรู้ว่าพี่เบญกำลังจะย้ายออกไปแล้ว ไม่นานนักหัวหน้าแผนกคนใหม่เข้ามารับงานต่อทันที ชื่อของแกคือ “น้าจู๊ด”
ในความเป็นจริงหัวหน้าใหม่ของผมคนนี้ ก็คือหัวหน้าแผนกข่าวต่างประเทศคนเก่าที่เคยทำงานอยู่ในตำแหน่งนี้มาก่อนที่ผมจะเข้ามาทำงาน คล้ายๆ กับว่าแกออกไปพักร้อนชั่วคราวระยะหนึ่งโดยพี่เบญมารับหน้าเสื่อดูแลแทน แต่หลังจากนั้นแกก็กลับมาทำงานในตำแหน่งเดิมต่อ
สำหรับพี่ๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมงานในแผนกผมซึ่งมีอีก ๒ คน น้าจู๊ดคือหัวหน้าเก่าของพวกเขา แต่สำหรับผมที่เพิ่งเริ่มมาทำงานที่นี่ได้ไม่นาน น้าจู๊ดเป็นหัวหน้าคนใหม่ของผมเพียงคนเดียว และเป็นผมเท่านั้นที่ต้องปรับตัวให้เขากับรูปแบบการทำงานสไตล์น้าจู๊ดให้ได้
สไตล์การทำงานของน้าจู๊ดต่างกับพี่เบญอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ทำงานกับพี่เบญ ผมมีอิสระในการทำงานระดับหนึ่ง ซึ่งมันทำให้ผมมีความสุขและสนุกกับการทำงาน แต่กับน้าจู๊ด ทุกอย่างจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข่าวใหญ่ ข่าวเล็ก หรือข่าวสั้นๆ ที่ผมเคยแปลอยู่เป็นประจำ
สไตล์การทำงานของน้าจู๊ดทำให้เกิดปัญหาในแง่การปิดต้นฉบับพอสมควร เนื่องจากลูกน้องจะต้องคอยรอรับงานที่แกจะส่งมาให้แปลเท่านั้น ไม่มีโอกาสเลือกข่าวมาแปลเองเหมือนตอนทำกับพี่เบญ
สำหรับหนังสือพิมพ์ราย ๓ วันจะมีระยะเวลาว่างจริงๆ ก็แค่วันรุ่งขึ้นที่เราเพิ่งปิดต้นฉบับเก่าเสร็จไป วันนี้อาจจะดูข่าวไปเรื่อยๆ ชิวๆ ได้โดยที่ยังไม่ต้องมานั่งเคร่งเครียดแปลข่าวกันอย่างจริงๆ จังๆ ก็ได้ โดยวันรุ่งขึ้นค่อยมาลุยกันเต็มสูบ ส่วนวันมะรืนก็เก็บตกงานให้เรียบร้อยก่อนปิดเล่มไม่เกินเที่ยง
การทำงานกับพี่เบญทำให้ผมและพี่ๆ ในแผนก สามารถบริหารเวลาในการทำงานได้เองว่า เราจะจัดการกับคอลัมน์ที่เรารับผิดชอบกันได้อย่างไรในเวลาที่มีอยู่ แต่การทำงานกับน้าจู๊ด เราไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้อีกเลย ทุกอย่างต้องรอน้าจู๊ดคนเดียว ถ้าแกไม่จ่ายงานมา เราก็นั่งหง่าวว่างงานกัน ซึ่งการเป็นแบบนี้ไม่ใช่ทำให้เรารู้สึกสบาย แต่ตรงกันข้ามลูกน้องทุกคนต้องนั่งเครียดกันกว่าเดิม เพราะเส้นตายในการปิดต้นฉบับก็จะกระชั้นเข้ามาเรื่อยๆ
เมื่อส่งงานมาให้ลูกน้องแปลแล้ว ใครแปลเสร็จก็ต้องส่งกลับไปให้แกตรวจก่อน ซึ่งการตรวจงานของแกจะไม่ตรวจแค่ว่า แปลได้สำนวนถูกต้องและตรงประเด็นหรือเปล่า แต่แกจะตรวจแบบทุกคำทุกบรรทัดกันเลยทีเดียว และไม่ใช่แค่ตรวจคำผิด แต่แกจะดูสำนวนการแปลด้วยว่าได้อย่างที่แกต้องการหรือไม่ ถ้าสำนวนการแปลไม่ถูกใจแก แม้จะแปลไม่ผิดก็ตาม แกก็จะให้แก้ใหม่
การทำงานลักษณะนี้ผมรู้สึกเหมือนว่า บรรยากาศมันเหมือนอยู่ในห้องเรียนที่มีคุณครูมาคอยจ้ำจี้จ้ำไชกับการบ้านของนักเรียนมากเกินไป ไม่เปิดโอกาสให้เราได้ใช้การตีความในการใช้ภาษาด้วยตัวของเราเองเลย พอรวมๆ กันหลายๆ เรื่องมันเลยก่อให้เกิดบรรยากาศในการทำงานที่อึดอัดขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อยสำหรับผม
อ่านต่อ ‘๔. เค้าลางแห่งการเปลี่ยนแปลง’
บันทึกโพสใน นกน้อยในไร่ส้ม
Latest Comments